Phone

+123-456-7890

Email

[email protected]

Opening Hours

Mon - Fri: 7AM - 7PM

ประชันกองทุน KFGBRANSSF vs KFGBRANRMF vs KFGTECHRMF คู่หูกองประหยัดภาษีที่ต้องมีไว้ประดับพอร์ต

ปลายปีกันแล้วก็ไม่แคล้วต้องพูดถึงเรื่องกองประหยัดภาษี หลังจากได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ หรือพี่เลี๊ยก ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือกของ บลจ.กรุงศรี

เรื่องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศผ่านกองทุนประหยัดภาษีทั้ง 3 กองทุนที่เรียกได้ว่ามีความโดดเด่น มีความเก่งคนละอย่าง KFGBRANSSF/KFGBRANRMF ลงทุนในผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดังที่อยู่รอบตัวเราเช่น Dettol, Strepsils และ Durex รวมไปถึงสินค้าในชีวิตประจำวันต่าง ๆ สำหรับคุณผู้ชายอย่าง Gillette หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่แม่บ้านต้องมีติดตัวอย่าง Vanish

jumbo jili

ส่วน KFGTECHRMF ก็เป็นกองทุนที่ลงทุนเน้นหุ้นเทคโนโลยีสาย Software, Internet และ Semiconductor ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, Amazon, Netflix และ Salesforce

กองไหนดีกว่า เด่นกว่ายังไง ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนนักลงทุนในการเจาะลึกข้อมูล เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อกองทุนประหยัดภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปีครับ

กองทุนแรก KFGBRANSSF และ KFGBRANRMF หลายๆท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะถือเป็นกองทุนที่มี Theme การลงทุนหลักคือ “แบรนด์” ลงทุนในบริษัทข้าวของแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง เลียนแบบยากและมีฐานลูกค้าทั่วโลก อีกทั้งยังลงทุนในบริษัทที่มีสินค้าที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้กระแสรายได้ของบริษัท มีความมั่นคงกว่า และผันผวนต่ำกว่าหากเกิดวิกฤติ

สล็อต

กลยุทธ์การลงทุนของ KFGBRANSSF และ KFGBRANRMF
KFGBRANSSF และ KFGBRANRMF มีกลยุทธ์ในการเลือกลงทุน 3 อย่างด้วยกันคือ

ลงทุนในบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมี Loyalty – ข้อดีของการมีแบรนด์แข็งแกร่ง และ Loyalty สูงคือ ลูกค้าจะติดสินค้าของบริษัทมากๆ จนราคาไม่ใช่ประเด็นหลักในการเลือกซื้อ และทำให้สุดท้ายแม้บริษัทจะขึ้นราคาสินค้าก็ยังขายดีอยู่

ลงทุนในบริษัทที่ทำสินค้าหรือบริการที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน – สินค้าที่คนใช้ในชีวิตประจำวันหมายความว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีคนก็ยังต้องใช้ เศรษฐกิจดีหรือไม่คนก็ยังต้องใช้สบู่อาบน้ำ คนก็ยังต้องซื้อน้ำยาถูพื้นมาถูพื้น

เลือกหุ้นคุณภาพสูง แบบ High Conviction – กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นเน้น ๆ เพียง 32 ตัวเท่านั้นนะครับ โดยหุ้น 10 ตัวแรกของกองทุนมีสัดส่วนสูงถึง 57.4%

สล็อตออนไลน์

KFGBRANSSF/KFGBRANRMF ลงทุนในอะไรบ้าง?
KFGBRANSSF/KFGBRANRMF ลงทุนใน Morgan Stanley Investment Funds – Global Brands Fund ซึ่งลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นแบรนด์ที่เราคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว มีสัดส่วนหุ้นที่ลงทุนสูงสุด 5 ลำดับแรกตามนี้ครับ

Reckitt Benckiser 9% – ยักษ์ใหญ่ Consumer Product แบรนด์ดังจากสหราชอาณาจักร
Microsoft 8.5% – บริษัท IT ที่แทบทุกคนในไทยต้องรู้จัก เจ้าของซอฟท์แวร์ชื่อดังอย่าง Windowsและ Office
Phillip Morris 7.6%- เจ้าของบุหรี่ Marlboro, L&M, Phillip Morris และบุหรี่ไฟฟ้าอย่าง IQOS
Visa 5.3% – หนึ่งในสองของผู้นำตลาดบัตรเครดิตที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,100 ล้านคนทั่วโลก
Procter & Gamble 4.9% – ยักษ์ใหญ่ Consumer Product อีกรายที่มีแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง มีดโกน Gillette, แชมพู Head & Shoulders และยาสีฟัน Oral-B
จะเห็นว่าไม่ว่าจะทั้งแบรนด์หรือสินค้าที่บริษัทผลิตล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ต้องใช้ทุกวัน และมีการทำตลาดไปทั่วโลก ความแข็งแกร่งของแบรนด์นั้นสูงมากๆ
ประชันกองทุน KFGBRANSSF vs KFGBRANRMF vs KFGTECHRMF คู่หูกองประหยัดภาษีที่ต้องมีไว้ประดับพอร์ต

jumboslot

คุณภาพสูงในสไตล์แบบ KFGBRANSSF/KFGBRANRMF ไม่ได้มีแค่แบรนด์
เพราะการมี “แบรนด์” ไม่ใช่แค่การมี “เครื่องหมายการค้า” การจะบอกได้ว่าแบรนด์นั้นทรงพลังหรือไม่อยู่ที่การที่สินค้าของบริษัทเรียกกำไรจากลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน กำไรมากแปลว่าแบรนด์แข็งแกร่งมาก กำไรน้อยก็อาจจะแปลได้ว่าแบรนด์ไม่แข็งแรงพอ ทำให้เกิดการแข่งขันและลูกค้าตัดสินใจด้วยราคา ใครถูกกว่าเอาอันนั้น

การจะรู้ว่าแบรนด์นั้นดีจริงหรือไม่สามารถดูได้ผ่านอัตราส่วนทางการเงิน
ROOCE (Return on Operating Capital Employed) – ผลตอบแทนจากเงินลงทุน ยิ่งสูงยิ่งดี หุ้นที่กองทุนลงทุนมี ROOCE เฉลี่ยที่ 54.7% เทียบกับค่าเฉลี่ยในตลาดโลกผ่านดัชนีหุ้นโลกอย่าง MSCI World Index
GPM (Gross Profit Margin) – อัตรากำไรขั้นต้นยิ่งสูงยิ่งดี ซึ่งหุ้นที่กองทุนลงก็มีกำไรขั้นต้นในระดับ 52.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 27.4%

slot

Capex/Sales – หรือมูลค่าการลงทุนต่อรายได้ อันนี้ยิ่งน้อยยิ่งดีแปลว่าแบรนด์ติดแล้วไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมมากก็สามารถทำยอดขายได้ Capex/Sales ของกองทุนอยู่ที่ 4.4 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยตลาดที่ 6.9 เท่า

ซึ่งประสิทธิภาพทางการเงินเหล่านี้ส่งผลต่อมาที่ราคาหุ้น ทำให้เมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนในตลาด หุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงที่เป็นตลาดขาลง สังเกตได้จากภาพประกอบด้านล่างไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤติปี 2008 หรือช่วงที่ตลาดมีการปรับฐาน ทางกองทุนก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามีผลตอบแทนลดลงที่น้อยกว่าเยอะมาก ๆ แถมบางปีตลาดหุ้นติดลบแต่กองทุนนี้กลับเป็นบวกได้ สมแล้วที่เรียกว่าเป็นกองทุนที่นักลงทุนลงทุนแล้ว “ร่มเย็น เป็นสุข”
บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด

Recommended Articles