Phone

+123-456-7890

Email

mail@domain.com

Opening Hours

Mon - Fri: 7AM - 7PM

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของโลก ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันกระแสโลก อนาคต กระแสการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะเป็น “ความเสี่ยง” ที่ทำให้บางธุรกิจต้องล้มหายตายจาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาส” ให้บางธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ผู้ลงทุนอย่างเราก็สามารถเลือกลงทุนในธุรกิจที่จะเติบโตได้ดีจากกระแส Megatrend และสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ โดยมีกระแส Megatrend ที่น่าสนใจดังนี้

Megatrend #1: Aging Population and the Silver Age
เราทราบกันดีว่าสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วมากทั่วโลก นับเป็น Demographic Megatrend ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รอบตัวเราต่อไปอีกหลายสิบปี โดยผู้สูงอายุมีอัตราการเพิ่มสูงมากเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียและลาตินอเมริกา สำหรับเอเชีย สัดส่วนประชากรอายุ 60+ จะเพิ่มจาก 12% เป็น 25% ในปี 2050 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 114%

jumbo jili

ในอดีตเราเคยคิดว่า ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วคือคนที่จะกลายเป็นภาระให้ลูกหลานดูแล หรือไม่ก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา แต่ในปัจจุบันเราจะพบว่า คนที่อายุ 50+ ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือ 60+ ที่เพิ่งเกษียณหมาดๆ หลายคนยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง หลายคนยังทำงานแบบเต็มเวลาได้ ประกอบกับคนที่เกษียณในปัจจุบันเป็นรุ่น Baby Boomers ซึ่งขยันทำงานและเก็บเงินเก่ง เมื่อร่างกายยังแข็งแรงและมีเงินเก็บเยอะ Baby Boomers จึงกลายเป็น “ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมหาศาล” พร้อมที่จะ spend เพื่อซื้อบ้านหลังใหม่หรือรถคันใหม่, ทำกิจกรรม outdoor, ท่องเที่ยว, ซื้อผลิตภัณฑ์ skincare และ Anti-aging ฯลฯ

การลงทุนที่น่าสนใจคือ การลงทุนในแนว “Long Term Investment Theme” คือ เป็นธีมลงทุนระยะยาว ที่เกาะกระแส Demographic Megatrend เรื่อง Baby Boomers ที่กำลังทยอยเกษียณในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า และมีแนวทางการลงทุนที่กว้างกว่า Healthcare โดยมีกลุ่มที่น่าสนใจ 8 กลุ่ม ดังนี้

สล็อต

  • Well-Being – การลดริ้วรอย (Botox, Filler) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์เน้น Anti-aging (L’Oreal, Estee Lauder, Shiseido, Amore Pacific เจ้าของแบรนด์ Etude), ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่
  • Medical Equipment – ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องวัดความดัน เครื่องช่วยฟัง ฯลฯ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสายตา (หนึ่งในหุ้น top 5 คือ Edward Lifesciences เจ้าของเทคโนโลยีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมโดยไม่ต้องผ่าตัดบายพาส)
  • Pharmaceuticals – ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์เน้นโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุ อาทิ หัวใจ, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, มะเร็ง (Roche, Novartis, Pfizer)
  • Leisure – บริษัททัวร์หรือเรือสำราญ (Carnival, TUI, MINT) สถานบันเทิงแบบกาสิโน เพราะสังเกตว่า
    คุณลุงคุณป้าชอบเล่น slot machine

สล็อตออนไลน์

  • Asset Gatherers – สถาบันการเงินที่ให้คำปรึกษาการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ อาทิ บริษัทจัดการกองทุน ประกันชีวิต และ Private Wealth (BlackRock, AXA, ING, Credit Suisse)
  • Automobiles – บริษัทรถยนต์ระดับ Premium และรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคผู้สูงอายุ (BMW, Ford, Toyota)
  • Security – ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยและสัญญาณเตือนภัย (Securitas, SECOM)
  • Dependency – โรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ (HCA, Raffles Medical)
    เป็นที่น่าสังเกตว่า การลงทุนโดยเลือกบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคของกลุ่ม Global Silver Age เป็นแนวทางการลงทุนระยะยาว หรือ Very Long-term Investment Theme ที่น่าจะไปไกลกว่ากลุ่ม Baby Boomers เพราะเชื่อว่า เมื่อคนรุ่นเราที่เป็น Gen X เกษียณในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ก็คาดว่าจะมีแนวคิดการดูแลตัวเองและชอบ Active Lifestyle คล้ายๆ กัน

jumboslot

Megatrend #2: The Need for Infrastructure
เวลาคิดถึง Infrastructure คนส่วนใหญ่มักคิดถึงการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ ในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) แต่ที่จริงแล้วการลงทุนใน Infrastructure เป็นที่ต้องการทั่วโลก แม้ในประเทศพัฒนาแล้วก็ยังมีความต้องการสร้างโครงการใหม่หรือขยายโครงการเก่า

มีการศึกษาของ S&P ที่ระบุว่า การลงทุนใน Infrastructure ทุก 1% ของ GDP ช่วยสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจ หรือ Multiplier Effect มากถึง 2 – 3 เท่าในหลายประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

การลงทุนใน Infrastructure แบ่งได้เป็น 2 เฟส ดังนี้

  • เฟสกำลังก่อสร้าง (Greenfield) – ส่วนใหญ่พบได้ในประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets) ในเฟสกำลังก่อสร้างนี้ การลงทุนที่ได้ประโยชน์คือ หุ้นกลุ่มผู้รับเหมา และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง

slot

  • เฟสสร้างแล้วเสร็จ (Brownfield) – ส่วนใหญ่พบได้ในประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) เป็น
    การลงทุนในหุ้นของกิจการที่เป็น “เจ้าของ” โครงการ Infrastructure โดยควรเป็นโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
    สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยการโยกเงินลงทุนส่วนหนึ่งออกจากกองทุนหุ้นที่ผันผวนมากในช่วงนี้ แนะนำให้มองหากองทุน Infrastructure ที่ลงทุนในโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว เน้นรับรายได้ประจำ มูลค่าเงินลงทุนไม่ผันผวนเท่าหุ้น ซึ่งเป็นการลงทุนค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย

โครงการที่สร้างเสร็จมีความแตกต่างของระดับ “ความเสี่ยง” แนะนำให้เลือกโครงการที่มี “รายได้” ที่มั่นคง เป็นกิจการผูกขาด ไม่มีคู่แข่ง โดยมี “การเติบโตของกำไร” เป็นของแถม เรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า Preferred Infrastructure ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังนี้

  • เป็นโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น รถไฟใต้ดิน ทางด่วน ทางรถไฟ
    เสาโทรคมนาคม สนามบิน ท่อส่งก๊าซ ฯลฯ
  • มีความต้องการใช้แน่นอน ไม่เพิ่มหรือลดตามภาวะเศรษฐกิจ ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า inelastic demand
  • มีลักษณะ monopoly คือ ไม่มีคู่แข่ง เช่น เป็นทางด่วนสายเดียวที่เชื่อมเมือง A ไป B หรือเป็นสนามบินแห่งเดียวของเมือง
  • มีรายได้ประจำที่ผูกมัดด้วยสัญญาแน่นหนา โดยเลือกลงทุนในประเทศที่มีกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจชัดเจน เมื่อมอบให้เอกชนไปลงทุนหรือดำเนินโครงการแล้วต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อปรับเปลี่ยนสัญญาหรือปรับลดค่าบริการ ฯลฯ ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาและหาความเข้าใจ เพื่อประเมินโครงการ สิทธิที่ตนจะได้รับ

Recommended Articles